วัดดอกไม้

เผยแพร่เมื่อ 16/02/2564

share.label:

วัดดอกไม้

      วัดดอกไม้ ตั้งอยู่เลขที่ ๔๔ หมู่ที่ ๒ ตำบลประศุก อำเภออินทร์บุรี จังหวัดสิงห์บุรี สังกัดมหานิกาย ปูชนียวัตถุ มีพระประธานประจำอุโบสถ ปางสมาธิ ขนาดหน้าตักกว้าง ๐.๗๕ เมตร สูง ๑ เมตร ปูชนียวัตถุอื่นๆ หลวงพ่อใหญ่                    เป็นพระพุทธรูป ปางวิชัย ขนาดหน้าตักกว้าง ๑.๗๕ เมตร สูง ๓ เมตร มีเจดีย์เก่า ๔ องค์

      วัดดอกไม้มีความเกี่ยวข้องกับการตั้งเมืองอินทร์บุรี เพราะหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับการตั้งเมืองจะอยู่ บริเวณใกล้เคียงกับวัดดอกไม้ ดังส่วนหนึ่งของบทความของ โกศล ขันติทานต์ (๒๕๕๑) "เมืองอินทร์บุรี ยังไม่มีชื่อปรากฎในสมัยพระเจ้าอู่ทอง กล่าวแต่ว่ามีเมืองสระพุงกับเมือง คลองพลับอยู่ในแถวนั้น ฉันก็ยังค้นไม่พบว่า อยู่ที่ไหน เห็นจะตั้งเมืองอินทร์ฯ ขึ้นเมื่อรัชกาลสมเด็จ พระบรมราชาธิราช(พะงั่ว) จึงกล่าวในกฎมณเฑียรบาลว่าเป็นเมืองสำหรับหลานเธอครองและใน พงศาวดารก็ปรากฏว่า มีเจ้าหลานเธอครองทรงพระนามว่า "เจ้านครอินทร์" ซึ่งได้ครอง กรุงศรีอยุธยาเมื่อภายหลังแต่ก็ไม่มีเมืองโบราณปรากฏอยู่ในแขวงเมืองอินทร์ฯ"                                                                                                      วัดดอกไม้ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา เมื่อวันที่ ๖ กันยายน พ.ศ.๒๕๒๒ เขตวิสุงคามสีมา กว้าง ๙ เมตร ยาว ๒๔ เมตร การปกครองในปัจจุบัน คือ พระสังคม สุธิโร (รักษาการ)                                                                                  วัดดอกไม้ตั้งอยู่ฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยาใน ต.ประศุก เป็นวัดเก่าแก่สมัยกรุงศรีอยุธยา สร้างราวปี พ.ศ.๒๓๐๐ เดิมเรียกว่า วัดบุปผาราม สิ่งสำคัญภายในวัดได้แก่ วิหารไม้ที่ไม่มีผนังวิหาร พระพุทธรูปสำริด และ พระพุทธรูปหินทรายแดง ลักษณะทางสถาปัตยกรรมของวัดดอกไม้ เป็นศิลปะผสมผสานระหว่างสมัยอยุธยาตอนปลายกับรัตนโกาสินทร์ตอนต้น ในปี ร.ศ.๑๑๐ (พ.ศ.๒๔๓๕) พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จมาถวายผ้ากฐินที่วัดแห่งนี้                      วัดดอกไม้ มีอายุกว่า ๒๕๐ ปี วิหารที่ชำรุดทรุดโทรมจึงได้รับการบูรณะปฎิสังขรณ์ ปัจจุบันสามารถเข้าเที่ยมชมความงดงามได้ตามปกติ ก่อตั้งเมื่อ พ.ศ.๒๓๐๐ เดิมเรียก "วัดบุปผาราม" จากชื่อเดิมของวัด สันนิษฐาน ว่า น่าจะมีความเกี่ยวข้องกับชนชั้นเจ้านายในสมัยนั้น เพราะชาวบ้านทั่วไปคงเรียกวัดด้วยภาษาสามัญทั่วไป มากกว่าจะใช้ภาษาบาลีสันสกฤต ซึ่งถือว่าเป็นภาษาของผู้มีความรู้ในสมัยนั้น                                                                                                    จุดเด่นของวัดแห่งนี้คือ มีโบสถ์ไม้สักโบราณสมัยรัชกาลที่ 3 ซึ่งตามประวัติระบุว่าเคยเป็นที่ประทับของรัชกาลที่ 3 และมีอยู่เพียง 1 ใน 3 แห่งของประเทศไทย อายุกว่า 250 ปี ข้างๆ กันมีวิหารเก่า สร้างในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนต้นอายุกว่า 600 ปี โดยทั้งวิหารหารและโบสถ์ไม้สักโบราณได้ขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถาน กับกรมศิลปากรเรียบร้อยแล้ว